แจกฟรี 10 คำสั่ง ChatGPT ระดับสูงสำหรับเขียน Email Sequence ครบทุกรูปแบบ ช่วยคุณประหยัดเวลาและเพิ่มยอดขายทันที อ่านจบทำตามได้เลย ไม่ต้องมีพื้นฐาน
10 ชุดคำสั่ง ChatGPT เขียน Email Sequence ขั้นเทพ ปั๊มยอดขายอัตโนมัติ (ฉบับจับมือทำ)
10 ชุดคำสั่ง ChatGPT เขียน Email Sequence ขั้นเทพ ปั๊มยอดขายอัตโนมัติ (ฉบับจับมือทำ)
เจาะลึกกลยุทธ์การใช้ AI เป็นผู้ช่วยเขียนอีเมลการตลาด เปลี่ยนคนอ่านให้เป็นลูกค้าด้วย Prompts ระดับสูงที่คุณก๊อปปี้ไปใช้ได้เลย
คุณเคยรู้สึกไหมครับว่า การจะเขียนอีเมลขายของสักฉบับ มันช่างเป็นเรื่องที่ "กินพลังงานชีวิต" เหลือเกิน? นั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นชั่วโมง แต่พิมพ์ออกมาได้แค่สองสามบรรทัด พอจะจ้างคนเขียน Copywriter เก่งๆ ก็ค่าตัวแพงหูฉี่ แต่ครั้นจะเขียนเองก็กลัวว่าจะเขียนไม่โดนใจลูกค้า เขียนไปแล้วไม่มีคนเปิดอ่าน หรือหนักกว่านั้นคือ... เปิดอ่านแต่ไม่ซื้อ!
ปัญหาเหล่านี้คือ "ยาขม" ที่คนทำธุรกิจออนไลน์และนักการตลาดทุกคนต้องเจอครับ แต่ในโลกยุคปัจจุบัน เรามีตัวช่วยที่ทรงพลังอย่าง ChatGPT เข้ามาเปลี่ยนเกม แต่เดี๋ยวก่อนครับ... ผมไม่ได้กำลังจะบอกให้คุณไปพิมพ์คำสั่งง่ายๆ แบบ "ช่วยเขียนอีเมลขายของให้หน่อย" แล้วจบนะครับ เพราะถ้าทำแค่นั้น คุณก็จะได้อีเมลภาษาหุ่นยนต์ที่แข็งทื่อ ไร้เสน่ห์ และขายใครไม่ได้แน่นอน
ในบทความนี้ ผมจะพาคุณไปเจาะลึก 10 ชุดคำสั่ง (Prompts) ระดับสูง ที่ผมคัดมาแล้วเน้นๆ สำหรับการสร้าง Email Sequence หรือชุดอีเมลต่อเนื่อง ที่จะเปรียบเสมือนคุณมีพนักงานขายระดับท็อป (Top Sales) มานั่งพิมพ์อีเมลให้คุณตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเปลี่ยนคนแปลกหน้าให้กลายเป็นลูกค้า และเปลี่ยนลูกค้าขาจรให้กลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ เตรียมสมุดจดให้พร้อม แล้วไปลุยกันเลยครับ!
Email Sequence คืออะไร? ทำไมต้องส่งเป็นชุด?
ก่อนที่เราจะไปดูคำสั่ง AI เราต้องทำความเข้าใจหัวใจสำคัญของ Email Sequence กันก่อนครับ ลองจินตนาการดูนะครับ ถ้าวันนี้คุณเจอใครสักคนครั้งแรก แล้วคุณเดินเข้าไปขอแต่งงานเลย คุณคิดว่าเขาจะตอบตกลงไหมครับ? ร้อยทั้งร้อยคงเดินหนีใช่ไหมครับ? การขายของก็เหมือนกันครับ
ลูกค้าต้องการเวลาในการทำความรู้จัก เชื่อใจ (Trust) แล้วถึงจะกล้าควักกระเป๋าจ่ายเงินให้เรา Email Sequence คือกลยุทธ์การส่งอีเมลหลายๆ ฉบับ "ต่อเนื่องกัน" ตามระยะเวลาที่เราวางแผนไว้ เช่น
- วันที่ 1: ส่งอีเมลทักทาย แนะนำตัว (สร้างความประทับใจ)
- วันที่ 2: ส่งความรู้ หรือเทคนิคดีๆ (ให้คุณค่า)
- วันที่ 3: เล่าเรื่องราวความสำเร็จของลูกค้าคนอื่น (สร้างความเชื่อมั่น)
- วันที่ 4: ยื่นข้อเสนอพิเศษ (ปิดการขาย)
กระบวนการนี้เราเรียกว่าการ Nurture Lead หรือการ "ฟูมฟัก" ลูกค้าครับ ซึ่งถ้าคุณต้องมานั่งกดส่งเองทีละคน คงทำไม่ไหวแน่ๆ แต่ด้วยเครื่องมือ Automation และเนื้อหาที่เขียนโดย ChatGPT เราสามารถทำสิ่งนี้ได้แบบอัตโนมัติ 100% ครับ
หัวใจสำคัญของการสั่งงาน ChatGPT ให้ได้ผลลัพธ์ระดับโปร
หลายคนตกม้าตายเพราะสั่ง ChatGPT สั้นเกินไป จำไว้เสมอนะครับว่า AI ก็เหมือนเด็กฝึกงานอัจฉริยะ เขาฉลาดมาก รู้ทุกเรื่อง แต่เขา "อ่านใจเราไม่ได้" ครับ ถ้าคุณสั่งงานไม่เคลียร์ งานที่ได้ก็จะออกมาเละเทะ
เคล็ดลับของการเขียน Prompt Engineering ระดับเทพ มีองค์ประกอบสำคัญ 4 อย่าง ดังนี้ครับ:
- Role (บทบาท): บอกให้รู้ว่าเขาคือใคร เช่น "รับบทเป็นนักการตลาดมือทอง", "รับบทเป็นเจ้าของร้านกาแฟ", "รับบทเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ"
- Goal (เป้าหมาย): ต้องการผลลัพธ์อะไร เช่น "ให้คนคลิกลิงก์", "ให้คนตอบกลับอีเมล", "ให้คนกดสั่งซื้อทันที"
- Context (บริบท): สินค้าคืออะไร ลูกค้าคือใคร จุดเด่นคืออะไร (ยิ่งละเอียดยิ่งดีครับ)
- Tone of Voice (โทนเสียง): อยากได้ภาษาแบบไหน เช่น "เป็นกันเองเหมือนเพื่อนคุยกัน", "ทางการน่าเชื่อถือ", "ตลกขบขันและจริงใจ"
เมื่อเข้าใจหลักการแล้ว เรามาดู 10 ชุดคำสั่ง ChatGPT ที่คุณสามารถก๊อปปี้ไปปรับใช้ได้ทันทีครับ
1. ชุดที่ 1: The Welcome Series (ต้อนรับลูกค้าใหม่ให้อบอุ่น)
อีเมลฉบับแรกสำคัญที่สุดครับ เปรียบเสมือน First Impression หากทำได้ดี ลูกค้าจะตั้งตารออ่านฉบับต่อไป แต่ถ้าทำพัง เขาจะกดยกเลิกรับข่าวสาร (Unsubscribe) ทันที
คำสั่ง Prompt:
"รับบทเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Content Marketing ที่มีความเข้าใจจิตวิทยามนุษย์อย่างลึกซึ้ง
ช่วยร่าง อีเมลต้อนรับ (Welcome Email) จำนวน 1 ฉบับ สำหรับคนที่เพิ่งกด Subscribe เข้ามาในระบบ เพื่อรับ eBook ฟรีเรื่อง '[ชื่อ eBook ของคุณ]'
รายละเอียดสินค้า/บริการ: [อธิบายสินค้าของคุณ เช่น คอร์สเรียนออนไลน์สอนทำอาหารคลีน]
กลุ่มเป้าหมาย: [ระบุกลุ่มเป้าหมาย เช่น คุณแม่มือใหม่ที่อยากดูแลสุขภาพ แต่ไม่มีเวลา]
เป้าหมายของอีเมล: สร้างความประทับใจแรก, ให้ลิงก์ดาวน์โหลด eBook, และปูทางให้เขารู้สึกว่าเราเข้าใจปัญหาของเขาจริงๆ (Empathy) โดยยังไม่ต้องขายของในฉบับนี้
โทนเสียง: อบอุ่น เป็นกันเอง เหมือนพี่สาวแนะนำน้องสาว ให้กำลังใจ และน่าเชื่อถือ
โครงสร้างอีเมล:
1. หัวข้ออีเมล (Subject Line) ที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นและน่าเปิดอ่าน (ขอ 3 ตัวเลือก)
2. คำทักทายที่ดูเป็นส่วนตัว
3. ลิงก์สำหรับดาวน์โหลดของที่สัญญาไว้
4. เล่าเรื่องสั้นๆ (Storytelling) ว่าทำไมเราถึงทำคู่มือนี้ขึ้นมา
5. บอกสิ่งที่เขาจะได้รับในอีเมลฉบับถัดไป (Open Loop)
6. ลงท้ายด้วยชื่อเจ้าของแบรนด์"
2. ชุดที่ 2: The Nurturing Value (ให้ความรู้สร้างความเชื่อมั่น)
หลังจากทักทายแล้ว อย่าเพิ่งรีบขายของครับ ให้ส่ง "คุณค่า" หรือความรู้ไปก่อน เพื่อให้เขารู้สึกว่าเราเป็น ตัวจริง ในวงการนี้ และเราอยากช่วยเขาจริงๆ
คำสั่ง Prompt:
"รับบทเป็นที่ปรึกษาด้าน [ระบุความเชี่ยวชาญของคุณ เช่น การเงินส่วนบุคคล]
ช่วยเขียนอีเมลฉบับที่ 2 ในชุด Email Sequence เพื่อส่งให้คนที่สนใจเรื่อง [หัวข้อที่สนใจ]
หัวข้อเนื้อหา: [ระบุหัวข้อ เช่น 3 หลุมพรางที่ทำให้คนทำงานเก็บเงินไม่อยู่]
กลุ่มเป้าหมาย: [ระบุกลุ่มเป้าหมาย เช่น พนักงานเงินเดือน อายุ 30-40 ปี เริ่มกังวลเรื่องเกษียณ]
เป้าหมาย: ให้ความรู้ที่นำไปใช้ได้จริง (Educate) เพื่อสร้าง Authority (ความน่าเชื่อถือ) ว่าเรารู้จริง และทำให้เขาตระหนักถึงปัญหา (Pain Point)
รายละเอียดเพิ่มเติม: ยกตัวอย่างเคสที่เข้าใจง่าย ใกล้ตัวคนอ่าน
โทนเสียง: จริงจังแต่ไม่เครียด ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เด็กจบใหม่ก็อ่านรู้เรื่อง หลีกเลี่ยงศัพท์เทคนิคยากๆ
Call to Action (CTA): ให้เขาลองกลับไปเช็คลิสต์ตัวเอง แล้วตอบกลับอีเมลนี้มาว่าเจอจุดบกพร่องตรงไหนบ้าง (เพื่อสร้าง Engagement)"
3. ชุดที่ 3: The Soft Sell (ขายแบบเนียนๆ ไม่กดดัน)
เมื่อลูกค้าได้รับความรู้และเริ่มเชื่อใจเราแล้ว ก็ถึงเวลาแนะนำสินค้าของเราครับ แต่ต้องทำแบบนุ่มนวล ไม่ยัดเยียด เรียกว่า Soft Sell
คำสั่ง Prompt:
"รับบทเป็นนักเล่าเรื่อง (Storyteller) ที่เก่งกาจ
ช่วยเขียนอีเมล Soft Sell สำหรับสินค้า [ชื่อสินค้าของคุณ]
กลุ่มเป้าหมาย: [ระบุกลุ่มเป้าหมาย]
บริบท: ให้เล่าเรื่องราวความสำเร็จ (Success Story) ของลูกค้าเก่าคนหนึ่ง [ระบุชื่อสมมติและปัญหาเดิมของเขา] ที่เคยมีปัญหาหนักใจ แต่พอได้ลองใช้สินค้าเรา [ระบุระยะเวลา] ชีวิตเขาดีขึ้นอย่างไร
เป้าหมาย: เชื่อมโยงปัญหาของลูกค้า เข้ากับทางแก้ปัญหาของเรา (สินค้า) โดยเน้นที่ ผลลัพธ์ทางความรู้สึก (Emotional Benefit) มากกว่าแค่บอกสรรพคุณทางเทคนิค
โทนเสียง: จริงใจ เหมือนเพื่อนเล่าเรื่องเพื่อนให้ฟัง ไม่ดูเป็นการโฆษณาจ๋าๆ
CTA: แนะนำให้เขาเข้าไปอ่านเรื่องราวฉบับเต็ม หรือดูรีวิวเพิ่มเติมในเว็บไซต์ (ยังไม่ต้องเร่งรัดให้ซื้อเดี๋ยวนี้)"
4. ชุดที่ 4: The Hard Sell & Urgency (กระตุ้นให้ตัดสินใจซื้อทันที)
ฉบับนี้คือการ ปิดการขาย ครับ ต้องชัดเจน ตรงไปตรงมา และใช้จิตวิทยาเรื่อง "ความกลัวพลาด" (FOMO) เข้ามากระตุ้น
คำสั่ง Prompt:
"รับบทเป็นนักเขียนโฆษณา (Copywriter) สาย Direct Response ที่เชี่ยวชาญเรื่องการปิดการขาย
ช่วยเขียนอีเมล Hard Sell สำหรับโปรโมชั่น [ชื่อโปรโมชั่น เช่น 11.11 หรือ Mid-Year Sale]
สินค้า: [ระบุชื่อสินค้าและราคา]
ข้อเสนอพิเศษ: [ระบุส่วนลดและของแถม เช่น ลด 40% เฉพาะ 24 ชั่วโมงนี้เท่านั้น แถมฟรี E-book]
เป้าหมาย: กระตุ้นให้กดสั่งซื้อทันที! เน้นย้ำเรื่องความเจ็บปวด (Pain Point) ถ้าเขาไม่แก้ปัญหาตอนนี้ และเสนอทางแก้ที่คุ้มค่าที่สุด
เทคนิคพิเศษ: ใช้หลักการ Scarcity (ความขาดแคลน) เช่น ของมีจำนวนจำกัด หรือ เวลาใกล้จะหมดแล้ว
โทนเสียง: ตื่นเต้น เร่งด่วน กระตือรือร้น แต่ไม่ดูหลอกลวง
CTA: ปุ่มสั่งซื้อที่ชัดเจน พร้อมข้อความกระตุ้น เช่น 'รับสิทธิ์ส่วนลดทันทีก่อนหมดเวลา'"
5. ชุดที่ 5: The Abandoned Cart Recovery (ตามลูกค้ารถเข็นค้าง)
ลูกค้ากลุ่มนี้คือกำลังจะซื้อแล้วครับ แต่เกิดเปลี่ยนใจนาทีสุดท้าย เราห้ามปล่อยหลุดมือเด็ดขาด ต้องตามกลับมาด้วยความเข้าใจ
คำสั่ง Prompt:
"ช่วยเขียนอีเมลตามลูกค้าที่ทิ้งตะกร้าสินค้า (Abandoned Cart Email) สำหรับร้าน [ประเภทธุรกิจของคุณ]
กลุ่มเป้าหมาย: [ระบุกลุ่มเป้าหมาย]
บริบท: ลูกค้าเลือกสินค้าใส่ตะกร้าแล้วแต่กดปิดหน้าจอไป อาจจะลืม หรือลังเลเรื่องราคา
เป้าหมาย: ดึงลูกค้ากลับมาจ่ายเงิน โดยใช้ความตลกและเป็นกันเอง ไม่ทำให้เขารู้สึกผิดหรือโดนกดดัน
ไอเดีย: ทักว่า 'น้องสินค้าในตะกร้าบ่นเหงาแล้วนะ รอเจ้าของมารับกลับบ้าน' หรือเสนอส่วนลดค่าส่งให้ถ้าสั่งซื้อภายใน 2 ชั่วโมงนี้
โทนเสียง: ขี้เล่น น่ารัก (Playful & Cute) และช่วยเหลือ
CTA: ปุ่ม 'กลับไปที่ตะกร้าสินค้า' ที่เด่นชัด"
6. ชุดที่ 6: The Re-engagement (ปลุกผีลูกค้าเก่าให้ตื่น)
สำหรับลูกค้าที่เงียบหายไปนาน ไม่เปิดอีเมลเลยเกิน 3-6 เดือน เราต้อง "เขย่า" เขาหน่อยครับ ด้วยข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้
คำสั่ง Prompt:
"รับบทเป็นฝ่ายดูแลลูกค้าสัมพันธ์ (CRM Manager)
เขียนอีเมล Re-engagement ส่งหาลูกค้าที่ไม่ได้เปิดอ่านอีเมลเรามานานเกิน 3 เดือน
ธุรกิจ: [ระบุธุรกิจของคุณ]
เป้าหมาย: ต้องการรู้ว่าเขายังสนใจรับข่าวสารอยู่ไหม หรือต้องการให้เราลบออกจากระบบ (Clean List)
ข้อเสนอ (Hook): แจกคูปองส่วนลดพิเศษ หรือของขวัญต้อนรับกลับบ้าน เพื่อดึงดูดใจให้เขากลับมาคลิกอีกครั้ง
โทนเสียง: คิดถึง ห่วงใย (We miss you) ไม่ตัดพ้อ
Subject Line: ขอไอเดียหัวข้ออีเมล 3 แบบ ที่เห็นแล้วต้องรีบกดเปิดทันที เพราะกลัวเสียสิทธิ์ หรือสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น"
7. ชุดที่ 7: The Post-Purchase Delight (ดูแลหลังการขายให้ซื้อซ้ำ)
หลายคนขายได้แล้วจบกัน แต่จริงๆ แล้ว เงินก้อนโต อยู่ที่การซื้อซ้ำครับ อีเมลฉบับนี้จะสร้างความประทับใจให้เขารักแบรนด์เรา
คำสั่ง Prompt:
"ช่วยเขียนอีเมลขอบคุณและแนะนำการใช้งาน (Post-purchase Email) หลังจากลูกค้าซื้อ [ชื่อสินค้า] ไปแล้ว 3 วัน
เป้าหมาย: ต้องการให้ลูกค้าประทับใจและใช้สินค้าอย่างถูกวิธี เพื่อให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด (และลดปัญหาการเคลมสินค้า)
เนื้อหา:
1. ขอบคุณที่ไว้วางใจ
2. ลิงก์ไปยังคลิปวิดีโอสอนการใช้งานเบื้องต้น หรือคู่มือ PDF
3. ทริคเล็กๆ น้อยๆ ในการดูแลรักษา [สินค้า] ให้อยู่ได้นาน
โทนเสียง: บริการระดับพรีเมียม สุภาพ ใส่ใจ และพร้อมช่วยเหลือ
CTA: เชิญชวนให้เข้าร่วมกลุ่ม Facebook Community ของลูกค้าเรา หรือแอด LINE เพื่อสอบถามปัญหา"
8. ชุดที่ 8: The Webinar/Event Invitation (ชวนร่วมกิจกรรม)
ถ้าคุณมีสินค้าชิ้นใหญ่ ราคาแพง การขายตรงๆ อาจจะยาก การจัดสัมมนาหรือ Live สด เพื่อให้ข้อมูลก่อน คือกลยุทธ์ที่ดีที่สุดครับ
คำสั่ง Prompt:
"เขียนอีเมลเชิญชวนเข้าร่วมสัมมนาออนไลน์ฟรี (Webinar Invitation)
หัวข้อสัมมนา: [ระบุหัวข้อ เช่น ปรับฮวงจุ้ยบ้านรับทรัพย์ปีมังกร]
กลุ่มเป้าหมาย: [ระบุกลุ่มเป้าหมาย เช่น เจ้าของบ้านที่กำลังรีโนเวท]
เป้าหมาย: ให้คนลงทะเบียนจองที่นั่งให้ได้มากที่สุด
จุดดึงดูด (Hook): เผยเคล็ดลับที่กูรูไม่เคยบอกที่ไหนมาก่อน และผู้เข้าร่วมจะได้รับสิทธิ์ปรึกษาฟรีในไลฟ์
โครงสร้าง: เริ่มต้นด้วยปัญหาที่เขาติดขัด > เสนอทางออกด้วยเนื้อหาในสัมมนา > บอกวันเวลาสถานที่ > ปุ่มลงทะเบียน
โทนเสียง: ตื่นเต้น ลึกลับแต่น่าค้นหา ให้ความหวัง"
9. ชุดที่ 9: The Feedback Request (ขอรีวิวเพื่อสร้างเครดิต)
Social Proof หรือรีวิว คือเครื่องมือช่วยขายที่ทรงพลังที่สุด อีเมลนี้จะช่วยเปลี่ยนลูกค้าธรรมดาให้เป็นกระบอกเสียงให้เราครับ
คำสั่ง Prompt:
"เขียนอีเมลขอรีวิว (Review Request) จากลูกค้าที่ได้รับสินค้าไปแล้ว 2 สัปดาห์
บริบท: เราต้องการรีวิวที่เป็นจริง (Honest Review) เพื่อนำไปลงในหน้าเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย
เป้าหมาย: ให้ลูกค้ากดให้ดาว หรือเขียนความรู้สึกสั้นๆ
กลยุทธ์: ใช้หลักการ Reciprocity (การตอบแทน) โดยบอกว่าทุกรีวิวมีค่าสำหรับร้านเล็กๆ ของเรามาก และเราจะมอบส่วนลด [ระบุจำนวน]% สำหรับการซื้อครั้งหน้าเพื่อเป็นการขอบคุณ
โทนเสียง: ถ่อมตัว ซื่อสัตย์ เป็นกันเอง และขอบคุณจากใจ
CTA: ปุ่ม 'เขียนรีวิวรับส่วนลด' ที่กดง่ายๆ"
10. ชุดที่ 10: The High-Ticket Closing (ปิดการขายสินค้าพรีเมียม)
สำหรับการขายของแพง เช่น คอร์สเรียนหลักหมื่น บ้าน หรือรถยนต์ ลูกค้ามักมีความลังเลสงสัย (Objection) อีเมลนี้ต้องเคลียร์ใจเขาให้หมด
คำสั่ง Prompt:
"รับบทเป็นที่ปรึกษาธุรกิจระดับสูง หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
ช่วยเขียนอีเมลปิดการขาย สินค้า High-Ticket ราคา [ระบุราคา]
กลุ่มเป้าหมาย: [ระบุกลุ่มเป้าหมาย]
บริบท: ลูกค้าแสดงความสนใจแล้ว (เช่น เคยเข้าฟังสัมมนา หรือทักแชท) แต่ยังไม่โอนเงิน
เป้าหมาย: ขจัดความลังเลสงสัย (Objection Handling) เรื่องความคุ้มค่า และรับประกันผลลัพธ์
เนื้อหา: เน้นย้ำว่าราคานี้ 'ถูกมาก' เมื่อเทียบกับความเสียหายจากการลองผิดลองถูกเอง (Cost of Inaction) และยก Case Study ของลูกศิษย์หรือลูกค้าที่คืนทุนได้เร็ว
โทนเสียง: มั่นใจ ทรงพลัง (Authoritative) แต่จริงใจและปรารถนาดี
CTA: เสนอทางเลือกการผ่อนชำระ หรือการนัดคุยส่วนตัว (Consult Call)"
เทคนิคปรับแต่งภาษาให้ดูเป็นมนุษย์ (Humanizing AI Content)
แม้ ChatGPT จะเก่งแค่ไหน แต่บางครั้งภาษาก็อาจจะดู "ลิเก" หรือทางการเกินไปครับ หลังจากได้ผลลัพธ์จาก AI แล้ว ผมแนะนำให้คุณปรับแต่งอีกนิดหน่อยตามเช็คลิสต์นี้ครับ:
- เติมคำเชื่อมแบบภาษาพูด: ใส่คำว่า "อ้อ...", "เอาจริงๆ นะ...", "เชื่อไหมครับว่า..." เข้าไป จะช่วยให้อ่านลื่นขึ้นเยอะครับ
- ใส่ความเป็นตัวเอง: ถ้าแบรนด์คุณเป็นแนวตลก ก็เติมมุกตลกเข้าไป ถ้าแบรนด์คุณเรียบหรู ก็ตัดคำฟุ่มเฟือยออกให้ดูแพง
- ตรวจสอบข้อมูล: อันนี้สำคัญมาก! เช็คราคา วันที่ และลิงก์ต่างๆ ให้แม่นยำเสมอ เพราะ AI อาจจะมั่วตัวเลขได้ครับ
- ย่อหน้าให้สั้น: คนอ่านอีเมลบนมือถือเป็นหลัก อย่ายัดเยียดตัวหนังสือเป็นก้อนใหญ่ๆ ให้เคาะเว้นบรรทัดบ่อยๆ ครับ
ข้อควรระวังในการใช้ AI เขียนอีเมล
เหรียญมีสองด้านเสมอครับ การใช้ ChatGPT ก็มีข้อควรระวังที่คุณต้องรู้ไว้เพื่อไม่ให้งานเข้า:
- อย่าก๊อปปี้แล้ววางทันที (Copy-Paste Hazard): ต้องอ่านทวนเสมอครับ บางที AI อาจใช้คำศัพท์แปลกๆ ที่คนไทยไม่พูดกัน
- เปลี่ยนตัวแปรให้ครบ: คำสั่งมักจะมี [ชื่อลูกค้า] หรือ [ชื่อสินค้า] อย่าลืมแก้ให้เป็นข้อมูลจริงนะครับ ไม่งั้นส่งไปแบบมีวงเล็บ คงดูไม่จืดเลย
- ความลับข้อมูลส่วนตัว: ห้ามใส่ข้อมูลส่วนตัวลูกค้า เบอร์โทร หรือเลขบัตรเครดิตลงใน ChatGPT เด็ดขาด เพราะ AI จะเรียนรู้จากข้อมูลนั้นครับ
สรุปส่งท้าย
การใช้ ChatGPT เขียน Email Sequence ไม่ใช่เรื่องของการ "มักง่าย" หรือการโกงครับ แต่เป็นการ "ใช้เครื่องทุ่นแรง" ที่ชาญฉลาด เพื่อให้คุณมีเวลาอันมีค่าไปโฟกัสกับการพัฒนาสินค้าและบริการ หรือดูแลลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น
ด้วย 10 ชุดคำสั่งระดับสูง ที่ผมมอบให้ในบทความนี้ คุณสามารถสร้างระบบการขายอัตโนมัติที่ทำงานแทนคุณได้ตลอด 24 ชั่วโมง เริ่มต้นทดลองใช้ทีละคำสั่ง ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับธุรกิจของคุณ และผมเชื่อมั่นว่าคุณจะพบว่า AI คือพนักงานขายที่ขยันที่สุดและคุ้มค่าที่สุดที่คุณเคยจ้างมาครับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
1. ควรส่งอีเมลถี่แค่ไหนใน Email Sequence? ขึ้นอยู่กับธุรกิจครับ แต่โดยทั่วไปในช่วงแรก (Welcome Series) สามารถส่งได้ถี่ เช่น วันเว้นวัน หรือทุกวันใน 3 วันแรก เพื่อสร้างความจดจำครับ หลังจากนั้นอาจห่างเป็นสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อไม่ให้ลูกค้ารู้สึกรำคาญ (Annoyed) จนเกินไปครับ
2. ChatGPT รองรับภาษาไทยได้ดีแค่ไหน เขียนแล้วดูรู้เรื่องไหม? ปัจจุบัน ChatGPT-4 หรือโมเดลใหม่ๆ เข้าใจและเขียนภาษาไทยได้ดีขึ้นมากครับ เรียกว่า 80-90% เลยทีเดียว แต่ยังคงต้องมีการเกลาสำนวนโดยมนุษย์ (Human Touch) อีกเล็กน้อย เพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติและเข้ากับวัฒนธรรมไทยที่สุดครับ
3. ถ้าไม่มีงบยิงโฆษณา การทำ Email Marketing ยังเวิร์กไหม? เวิร์กมากครับ! เพราะ Email Marketing คือการคุยกับคนที่สนใจเราอยู่แล้ว (Organic Lead) อัตราการซื้อซ้ำ (Conversion Rate) มักจะสูงกว่าการยิงโฆษณาหาคนใหม่ๆ เสมอ และที่สำคัญคือ ต้นทุนต่ำมาก ครับ
4. จะหาอีเมลลูกค้ามาจากไหน ถ้าเพิ่งเริ่มทำ? แนะนำให้สร้าง Lead Magnet หรือของแจกฟรีครับ เช่น eBook, คูปองส่วนลด, เช็คลิสต์, หรือคอร์สเรียนสั้นๆ เพื่อแลกกับชื่อและอีเมลของผู้สนใจ วิธีนี้จะได้อีเมลที่มีคุณภาพ (Quality Lead) ตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุดครับ
5. ใช้ ChatGPT เขียนหัวข้ออีเมล (Subject Line) อย่างไรให้น่าสนใจ? เทคนิคง่ายๆ คือ สั่งให้ ChatGPT คิดมาให้เลือกทีละ 10-20 แบบเลยครับ โดยระบุสไตล์ไปเลยว่า "ขอแบบ Clickbait (ล่อเป้า)", "ขอแบบ Curiosity (ชวนสงสัย)", หรือ "ขอแบบ Benefit (บอกประโยชน์ตรงๆ)" แล้วคุณค่อยเลือกอันที่ดีที่สุดมาทำ A/B Testing ครับ
6. อีเมลที่ดีควรยาวแค่ไหน? ไม่มีกฎตายตัวครับ ถ้าเป็นเรื่องเล่าสนุกๆ มีสาระ เขียนยาวแค่ไหนคนก็อ่านครับ แต่ถ้าเป็นการแจ้งโปรโมชั่น หรือต้องการให้กดปุ่มซื้อ ควรสั้น กระชับ และมีปุ่ม Call to Action (CTA) ที่ชัดเจน เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายที่สุดครับ
อยากเรียนรู้เทคนิคการใช้ ChatGPT ระดับสูงเพิ่มเติมไหมครับ?
ไปดูคอร์สเรียน ChatGPT แบบเจาะลึกได้ที่: https://www.benziogpt.com/courses